สวัสดีค่ะ เราชื่อจูนนะคะ เรามีโอกาสได้เข้าร่วมโครงการ Work and Travel 2019 ค่ะ ด้วยความที่เราอยากไปโครงการนี้ตั้งแต่อยู่มัธยม (อะไรขนาดนั้น 555) เราก็พยายามหาข้อมูลมาเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่พร้อม ติดงานที่มหาวิทยาลัย ติดทริปกับเหล่าเพื่อนและครอบครัว ติดฝึกงาน บลาๆๆ กว่าจะได้ไปจริงๆก็ปี 4 แล้ว ถ้าไม่ไปปีนี้ก็คงไม่ไปแล้วค่ะ ขี้เกียจเรียนปริญญาโทต่อ แฮะๆ อ่ะ เริ่มนอกเรื่องละ กลับมาค่ะ! (โอ้ย สติสตัง T T)
เรากับหนูเมย เพื่อนเรา เลือกเอเจ้นจากงานที่เอเจ้นนั้นมีค่ะ โดยเราเลือกไปกับ American Learning ตอนนั้นเป็นเดือนแรกที่เปิดสมัครค่ะ เลยได้ส่วนลด 25,000 บาท ตอนแรกไอ้เรากับเพื่อนกะจะไปงาน Osha Thai Restaurant & Bar ที่ San Francisco ด้วยกันแต่ไปๆมาๆ สรุปเค้ารับแต่ผู้ชาย เราเลยตัดสินใจโบกมือลาเพื่อนรักส์ (แอบปาดน้ำตา แงงงง) ให้นางได้มีความสุขอยู่ที่ซานฟรานฯ ส่วนเราก็โผทะยานข้ามฟากทวีปไปฝั่ง East คนเดียวเพียวๆเลยแม่! ปิ๊งป่อง งานที่เราเลือกเป็นร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด Wendy's Restaurant West Lebanon, NH ค่ะ ทำงานเป็น Crew Member ค่าแรงโอเค โอทีเลิศหรู แต่ที่เริ่ดกว่านั้นคือรัฐนี้ Sale Tax Free ค่ะ ช้อปกระจายเลยแม่เอ้ยยย! (ความพินาศยกที่ 1)
- ค่าใช้จ่าย
จ่ายไปทั้งหมด 116,500 บาท (หักส่วนลดแล้ว) รวมทุกอย่าง ยกเว้น Pocket Money ค่ะ ส่วนตัวเราแลกเงินสด 700$ แลกใส่ Travel Card ไว้ 300$ ค่ะ
- รายได้
ค่าแรง 11 $ per hour และ OT 16.5 $ ดีงามมากค่ะ เราทำงานเดียวนะคะ แต่มีรับงานอื่นรายวันบ้าง ได้มาจากงานหลัก 9,781.51$ (16 Weeks) ส่วนงานอื่นได้รวม 216$ ค่ะ แบบทำเล่นๆ ช่วยงานโฮสต์ สรุปรายได้รวมคือ 9,997.51$ เกือบหมื่นล้าวว แต่ไม่ถึง แฮะๆ
- ที่พัก
คือดีงามค่ะ 250$ per month อุปกรณ์ครัวครบ เครื่องซักผ้ากับเครื่องอบผ้าฟรี โฮสต์คนไทยคือใจดีมาก เป็นเจ้าของร้านอาหารไทย บางทีก็พาไปเที่ยว เวลากลับมาก็มีกับข้าวมาให้ตลอด ขนของกินไปเหลือบ้านเลยค่ะ เวลาเลิกงานเราก็เลยไปช่วยงานเล็กๆน้อยๆที่ร้านน้าเค้า ด้วยความที่บ้านไกล Bus Stop แถมเสาร์อาทิตย์บัสไม่วิ่ง เช้าหรือเย็นเกินมันก็ไม่วิ่งอีก (ของฟรีก็เงี้ยยย) ไอ้เราก็ได้แต่งานกะเช้า 6.00 am บ้านไกลก็ต้องไปเช้ากว่านั้นแหละ อาเมน แต่น้าเค้าก็ไปส่งเราที่ทำงาน เราเกรงใจเพราะเช้ามากเลยยืมจักรยานเชฟพี่เบนซ์ (เชฟร้านโฮสต์) มาขี่ไปทำงาน แต่ด้วยความที่แถวนั้นมีแต่เนินเขาเพียบ กว่าจะถึงที่ทำงานคือเกือบสิ้นชีพ หลังจากนั้นเราเลยเลือกกลยุทธ์ใหม่ วิ่งไปคุยกับเมเนเจอร์เลยว่าไม่สะดวกมาทำงานตอนเช้าขอเปลี่ยนกะ แต่นางติดใจอะไรไม่รู้ ไม่ยอมดึงเราไว้กะเช้าอยู่นั่นอ่ะ นางเลยบอกเดี๋ยวให้คนไปรับ อุ๊ย! น้องถูกใจสิ่งนี้ค่ะ 5555 สรุปคนที่ไปรับเราเป็นเพื่อนที่จะทำงานกับเรากะนั้นค่ะ สบายไปเลย อิ้ๆ
- เริ่มการเดินทางกัน เย่!
เรามีเวลาเตรียมตัวเก็บกระเป๋าน้อยมากค่ะ เพราะสอบปลายภาคเสร็จก็บินไปเกาหลีก่อนเลย ได้ตั๋วฟรีมาต้องไปค่ะ! (เนี่ยๆ โลภมาก) เลยมีเวลาจัดกระเป๋า 2 วันก่อนเดินทาง รีบสุดไรสุด กว่าจะพร้อมนี่หัวฟูเลย สำหรับคำแนะนำนะคะ อย่าทำแบบเราค่ะ เหนื่อยมาก ทำใบขับขี่สากลไม่ทันด้วย เซ็งมาก ติดวันวิสาขบูชา อันนี้เด๋อเองลืมเช็ค จากนั้นก็ร่ำลาบุพการีที่มาส่งถึงสนามบิน เป็นเศร้าคิดถึงมากชัวร์

ตั๋วที่เอเจ้นบังคับจองค่ะในปีที่เราไป ได้เป็น BKK - HKG - LAX - BOS (40,000 บาทค่ะ T^T) กว่าจะถึงนี่คือรากเลือดมากค่ะ เพราะเกือบตกเครื่องที่ฮ่องกง ขึ้นเครื่องมาเจอ น้อง Infant ค่า ไม่ต้องหลับต้องนอนกันทีนี้ (ตื่นทุกทีที่น้องร้องเลย) ผ่านไป 13 ชั่วโมง ถึง Los Angeles ตอนนั้นคิดละทำไมตรูไม่เลือกงานฝั่ง West วะ เหนื่อยโว้ย! (เดี๋ยว นี่เอ็งยังไม่เริ่มทำงานเลยนะ ใจเย้นน) อ่ะหลุดพ้นจากน้องน้อยมาได้ก็มาต่อเครื่องอีกรอบ เท่านั้นแหละ โอ้วววว โชคสองชั้นอีกแล้ว! เจอน้องน้อยเบอร์สอง โฮกกก อิชั้นทำกรรมใดมาฤาเจ้าคะ ไยชะตาต้องทำร้ายกันเยี่ยงนี้ ฮรือออ สรุปน้องน้อยเบอร์สองน่ารักกว่าเบอร์หนึ่งค่ะ น้องร้องทีเดียวตอนขึ้นเครื่อง พี่นี่แทบคลานเข่าไปกราบ ซาบซึ้งมากได้นอนสมใจ 5555
หลังจากถึงบอสตันก็เดินงงเลยค่ะ เมาขี้ตาอยู่ หาป้ายรถบัสไม่เจอ กว่าจะเจอ แถมหนาวมาก นี่คิดเองเลยค่ะเรามาซัมเมอร์ก็ต้องร้อนสิเลยไม่เอาเสื้อกันหนาวมาสักตัว ปรากฎว่าหนาวจ้ะแม่เกือบแข็งตาย พอตรวจตั๋วก็ใช้แบบ e-voucher ไม่ได้แต่ให้เราไปรับตั๋วที่ counter ที่ South Station กว่าจะได้ช่างยากเย็น ฮ่าๆๆ ในที่สุดก็ได้พักค่ะ นั่งยาวประมาณ 2 ชั่วโมงนิดๆ แต่ถามว่าได้พักจริงไหม ฮึ! ไม่ค่ะ เราติดต่อโฮสต์ไม่ได้ ซิมไม่ได้ซื้อมา เปิดเบอร์ก็ยังไม่ได้ Blank space มากแม่! WiFi บนรถมีแต่ใช้ได้เป็นพักๆ เราได้ใช้แค่ตอนขึ้นรถ กับตอนเกือบถึงป้ายสุดท้ายปลายทางค่ะ เราเลยทำการหารถค่ะ เริ่มจากสมัคร Uber กับ Lyft แต่บัตรไม่ผ่าน โห้ยย ซวยซ้ำซ้อน โอ้วแม่จ๋า หนูมืดแปดสิบด้าน เลยโหลด Offline map จาก Google map มาไว้ก่อน เผื่อเจอแท็กซี่ พอลงป้ายสุดท้ายแถว Dartmouth College เจอหนุ่มมหาลัย โห้ยแซ่บ! แต่ไม่มีเวลาชื่นชมนาน กำลังปวดหัวกับการหาทางไปที่พักอยู่ ไม่มีแท็กซี่เลยค่ะ ระหว่างที่นั่งทดท้ออยู่ก็สังเกตเห็นป้าย Bus Stop เล็กๆค่ะ แล้วก็มีบัสสาย Blue กับ สาย Red โผล่มาเรื่อยๆ เริ่มมีความหวังค่ะ เราเลยเดินหา WiFi เพื่อหาข้อมูลอีกรอบ สรุปคือ มันมีบัสผ่านจริงๆค่ะทุกคน (ดีดมือรัวประหนึ่งเป็น Cheerleader) ไม่ได้ผ่านบ้านแต่ผ่านร้านอาหารของโฮสต์ ดีที่เอเจ้นให้ชื่อร้านอาหารของโฮสต์มา จุดนั้นคือ รอดละตรู! พอรถมาเราก็ขึ้นด้วยความทุลักทุเล คนขับใจดีค่ะ นางเป็นผู้หญิงแลสูงอายุนิสนึง เราเกรงใจเดี๋ยวนางหลังหัก เพราะกระเป๋าหนักมาก ขึ้นมาปุ๊บนอกจากกังวลว่าจะนั่งเลยป้ายไหม ก็คือเราหากริ่งไม่เจอ พอจะลงเลยเดินไปบอกเค้าให้จอด แล้วคนขับที่ดูใจดีก็จากเราไป นางบ่นจ้าาา ทำไมยูไม่ให้สัญญาณ แล้วหันไปชี้ให้ดูถึงรู้ว่า อ๋อ ไม่ใช่กริ่งจ่ะ เป็นสายอะไรสักอย่างอยู่รอบรถติดหน้าต่าง ให้ดึงสายนั้นแล้วจะขึ้นป้ายว่า Stop Requested แจกยิ้มสยามแบบเจื่อนๆไปหนึ่งช็อต ที่พีคคือรถมันนั่งฟรีจ้าาา เป็นเรื่องดีงามสามย่านที่สุด แถมป้ายที่ลงคือหน้าร้านโฮสต์แบบเป๊ะๆ เราเดินเข้าร้านเลยจ้า พี่เหมียว (พนักงานเสิร์ฟร้านโฮสต์) มาทักคิดว่าเป็นลูกค้า เราก็คุยอิ้งกันไปพักนึง จนเราแจ้งความประสงค์จะเจอน้าพิมพ์ โฮสต์เจ้าของร้าน พี่เหมียวถึงเปลี่ยนมาพูดไทย จากนั้นก็หาข้าวให้เรากิน โอ้ยยย แทบกราบบ อาหารที่เมกามื้อแรกเป็น กระเพราไก่พร้อมน้ำพริกกะปิจ่ะพี่จ๋า ในใจคือปลดปลงทุกอย่าง แบบรอดแล้วโว้ยไอ้ทุยเอ้ยยย 5555 พอเจอน้าพิมพ์ เราเลยบอกนางเรื่องติดต่อไม่ได้ สรุปนางคิดว่าเมลล์เราเป็นเมลล์โฆษณาค่ะ เลยไม่ได้อ่าน โอ้ยยย น้าจ๋า หนูเกือบตาย ทีนี้ได้เข้าที่พักสักทีค่ะ เย้ๆๆ มาถึงปุ๊บก็เข้าสู่กระบวนการเลือกที่นอนค่ะ เรามาถึงคนแรกเลยได้เลือกก่อน นี่คือเรื่องดีเรื่องเดียวเลยค่ะสำหรับการมาถึงก่อน T^T
- Work Part เริ่มแล้วจ้าาา
จากที่เมลล์คุยกับเมเนเจอร์ เรานัดเค้าคุยเรื่อง Contract กับ Schedule ของเราก่อนเริ่มงาน 2 วัน เราเลยนั่งบัสฟรีสีแดงไปเลยจ้า (Red line) พอคุยกันปุ๊บนางบอกขอให้เริ่มงานพรุ่งนี้เลย เราก็เออออห่อหมก รีบขนาดนี้คนขาดแน่ๆ 555 เช้ามา 9 โมงเริ่มงานวันแรก ไปถึงก็ไปรับชุดก่อนเลย ดีที่ชุดฟรีจ้า เอกสารเอเจ้นบอกเสียตังอุตส่าห์หิ้วมา จากนั้นเค้าให้เราเข้าเรียนในเว็บเกี่ยวกับวิธีทำอาหาร ทำความสะอาด อุปกรณ์ที่ใช้ ฯลฯ คือเยอะมาก แถมต้องทำ Test หลังเรียนด้วย แต่ได้ชั่วโมงงานด้วยระหว่างเรียน เกือบสบายนะแต่เราจดยิกๆเลย เมื่อยมือมากเว่อ กว่าจะเรียนครบก็เกือบๆ 3 ชั่วโมงได้ จากนั้นเค้าให้เราไปเปลี่ยนชุดแล้วเริ่มงานเลย แรกๆงงมากทั้งชื่ออุปกรณ์ ชื่อเมนู วิธีอ่านออร์เดอร์งงสุด เราถามทุกคนที่อยู่รอบข้างเลย ตอนนั้นคือไม่สนละว่าจะพูดถูกหรือผิด เอาแค่ทำแซนด์วิชไม่ผิดพอ เพราะผิดปุ๊บไม่มีแก้นะคะ โยนทิ้ง only ฮรืออ เสียดาย คิดถึงหน้าเด็กเอธิโอเปียขาดสารอาหารที่ดูในสารคดีเลย เครียดมาก ทำผิดอยู่ 2 - 3 วันก็เริ่มไม่ผิดแล้วค่ะ กลับบ้านไปท่องสูตรทุกวัน ฮ่าๆๆ แถมได้อานิสงส์รับชั่วโมงเพิ่มไปค่ะ ที่นี่ Paycheck ออกทุกวันศุกร์ เห็นเงินออกแล้วก็ดีใจค่ะ หายเหนื่อย ช่วงแรกที่เด็กไทยคนอื่นยังไม่มา เราสัมผัสได้ว่าเราฟัง - พูดภาษาอังกฤษได้ดีมากขึ้นค่ะ อาจจะเป็นเพราะ เจอปัญหามาตลอดทางกว่าจะมาถึง แถมต้องติดต่อทุกอย่างด้วยตัวเอง เนื่องจากหาข้อมูลไม่ได้ การสื่อสารกับคนรอบข้างเลยสำคัญที่สุด เราต้องพยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเอง รู้สึกโตและมีความรับผิดชอบมากขึ้นระดับนึงเลยค่ะ พอเพื่อนมาทีนี้ก็ไม่เหงาอีกเลยค่ะ แต่ก็ไม่มีพื้นที่ทางเดินในห้องนอนด้วยเช่นกัน แต่ละคนสัมภาระเยอะ บวกกับช้อปเก่งค่ะ รัฐนี้ซื้อของไม่เสียภาษี สั่งออนไลน์กระหน่ำเลยค่ะคุณกิตติ (ความพินาศใดๆล้วนสถิตอยู่ในห้องเรา) Back to work ค่ะ หลังจากเรา และเพื่อนๆทำงาานไปสักพักนึง เพื่อนเริ่มคุยถึงงานสอง เลยไปคุยกับเมเนเจอร์ คุยไปคุยมา ได้ทำงานเพิ่มเป็น 6 วัน/สัปดาห์ กันทุกคนเลยค่ะ สาแก่ใจอีช้อยนัก! ปกติจะได้ทำแค่ 5 วันค่ะ พอได้ทำ 6 นี่ OT กระจาย ไม่มีการหวงชั่วโมงโอทีใดๆทั้งสิ้น เริ่ดมาก ไม่ต้องถ่อไปหางานสองเลย สบายไปล้านแปด เพื่อนร่วมงานก็น่ารัก ใจดีทุกคน ช่วยเหลือสุดไรสุด ช่วยสอนงาน สอนภาษาด้วย คือดีย์
งานที่ Wendy's จะมี 3 Shift คือ Open, Mid Shift, Closing ส่วนใหญ่เราได้ทำ Open กับ Mid เพื่อนอีก 3 คนจะได้ทำ Mid กับ Closing แต่พอเพื่อนๆกลับกันหมด เราก็ได้ขยายเวลามาทำ Closing ด้วย คือจะตายทำ 3 Shift ใน 1 Week จากการที่เราทำมาครบ 3 กะ เราคิดว่า Open ง่ายสุด ไม่เหนื่อยแต่ง่วง ต้องเตรียมของใน Station ให้พร้อม เปิดอุปกรณ์ต่างๆในร้าน แล้วก็ทำสลัด แต่ล่าสุดเพื่อนที่นู้นเล่าให้ฟังว่าที่ร้านเพิ่งเปิดขาย Breakfast แปลว่า Open Shift ก็จะไม่ง่ายอีกต่อไป (เอ๊ะ ทำไมรู้สึกโชคดี 555)
ส่วน Mid Shift อันนี้ก็สบายๆ มาถึงคือเปิดร้านแล้วทุกอย่างพร้อมรอทำแซนด์วิชอย่างเดียว แต่ก็จะยุ่งๆหน่อยออร์เดอร์จะเยอะมาก ถ้าวันไหนแยก Station ของ Front กับ Drive-Thru ก็ง่ายเลยค่ะ ไม่ยุ่งมาก แต่วันไหนมี Station เดียวคือนรกค่ะ เหนื่อยมาก ห่อแซนด์วิชจนจะเป็นเทพนักห่ออยู่แล้วค่ะ พอคนหมดนี่แทบลงไปกองอยู่กับพื้น แต่พอว่างแล้วก็ไม่ควรอยู่เฉยค่ะ ขัดๆถูๆ Station ให้ขึ้นเงากันไปข้างนึง มันเป็นเหมือนกฎระเบียบค่ะจากที่เรียนมา พูดถึงเรื่องเรียน นอกจากเราแล้ว เพื่อนอีก 3 คนไม่ต้องเรียนค่ะ เป็นงง ตะไมเค้าต้องนั่งเรียนอยู่คนเดียวง่าาา
อ่ะต่อ Closing เหนื่อยสุดค่ะ สารภาพจากใจจริง ส่วนตัวได้ทำกะนี้แค่ 2 วันในอาทิตย์สุดท้าย ยอมใจเพื่อนที่ทำกะนี้เกือบทุกวันมาก ต้องล้างอุปกรณ์ทุกอย่าง ทำความสะอาดทั้งร้าน ขัดพื้น ขัดโต๊ะ ขัดส้วม (อันนี้เราไม่เคยทำค่ะ ตีมึนส่งเมเนเจอร์ไปขัดแทน 5555) ดูดฝุ่น โอ้ย เหมือนจะตาย นอกจากงานหลักเราก็รับไปเสิร์ฟที่ร้านโฮสต์บ้าง เวลาที่ร้านคนขาด ได้ทิปมาก็อิ่มอกอิ่มใจอยากจะเป็น Server ตลอดไปเลยค่ะ คือมันดีย์จีจีนะ แรกๆก็ยากนิดหน่อย หลังๆก็สบาย เหมือนได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆที่ต่างจากงานหลัก สนุกมากค่ะ แต่ที่ร้านโฮสต์ก็รับเด็ก Work เหมือนกันเลยไม่ได้ทำบ่อย อิ้ๆ
นี่บอสเราเอง เป็นคนที่ Cool มั่กๆ แรกๆจะเกร็งๆเวลาทำงานกับนางแต่ตอนหลังคือน่าร้ากก เอาใจปายยยย ฮรี่ๆๆ

เดี๋ยวมาต่อพาร์ทเที่ยวนะคะ พิมพ์เกินหมื่นแล้ว แงงงง ToT
รีวิว Summer Work and Travel 2019 ฉบับ Work Hard but Travel Harder เที่ยวหนักจนเป๋าตังต้องร้องขอชีวิต T^T
เรากับหนูเมย เพื่อนเรา เลือกเอเจ้นจากงานที่เอเจ้นนั้นมีค่ะ โดยเราเลือกไปกับ American Learning ตอนนั้นเป็นเดือนแรกที่เปิดสมัครค่ะ เลยได้ส่วนลด 25,000 บาท ตอนแรกไอ้เรากับเพื่อนกะจะไปงาน Osha Thai Restaurant & Bar ที่ San Francisco ด้วยกันแต่ไปๆมาๆ สรุปเค้ารับแต่ผู้ชาย เราเลยตัดสินใจโบกมือลาเพื่อนรักส์ (แอบปาดน้ำตา แงงงง) ให้นางได้มีความสุขอยู่ที่ซานฟรานฯ ส่วนเราก็โผทะยานข้ามฟากทวีปไปฝั่ง East คนเดียวเพียวๆเลยแม่! ปิ๊งป่อง งานที่เราเลือกเป็นร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด Wendy's Restaurant West Lebanon, NH ค่ะ ทำงานเป็น Crew Member ค่าแรงโอเค โอทีเลิศหรู แต่ที่เริ่ดกว่านั้นคือรัฐนี้ Sale Tax Free ค่ะ ช้อปกระจายเลยแม่เอ้ยยย! (ความพินาศยกที่ 1)
- ค่าใช้จ่าย
จ่ายไปทั้งหมด 116,500 บาท (หักส่วนลดแล้ว) รวมทุกอย่าง ยกเว้น Pocket Money ค่ะ ส่วนตัวเราแลกเงินสด 700$ แลกใส่ Travel Card ไว้ 300$ ค่ะ
- รายได้
ค่าแรง 11 $ per hour และ OT 16.5 $ ดีงามมากค่ะ เราทำงานเดียวนะคะ แต่มีรับงานอื่นรายวันบ้าง ได้มาจากงานหลัก 9,781.51$ (16 Weeks) ส่วนงานอื่นได้รวม 216$ ค่ะ แบบทำเล่นๆ ช่วยงานโฮสต์ สรุปรายได้รวมคือ 9,997.51$ เกือบหมื่นล้าวว แต่ไม่ถึง แฮะๆ
- ที่พัก
คือดีงามค่ะ 250$ per month อุปกรณ์ครัวครบ เครื่องซักผ้ากับเครื่องอบผ้าฟรี โฮสต์คนไทยคือใจดีมาก เป็นเจ้าของร้านอาหารไทย บางทีก็พาไปเที่ยว เวลากลับมาก็มีกับข้าวมาให้ตลอด ขนของกินไปเหลือบ้านเลยค่ะ เวลาเลิกงานเราก็เลยไปช่วยงานเล็กๆน้อยๆที่ร้านน้าเค้า ด้วยความที่บ้านไกล Bus Stop แถมเสาร์อาทิตย์บัสไม่วิ่ง เช้าหรือเย็นเกินมันก็ไม่วิ่งอีก (ของฟรีก็เงี้ยยย) ไอ้เราก็ได้แต่งานกะเช้า 6.00 am บ้านไกลก็ต้องไปเช้ากว่านั้นแหละ อาเมน แต่น้าเค้าก็ไปส่งเราที่ทำงาน เราเกรงใจเพราะเช้ามากเลยยืมจักรยานเชฟพี่เบนซ์ (เชฟร้านโฮสต์) มาขี่ไปทำงาน แต่ด้วยความที่แถวนั้นมีแต่เนินเขาเพียบ กว่าจะถึงที่ทำงานคือเกือบสิ้นชีพ หลังจากนั้นเราเลยเลือกกลยุทธ์ใหม่ วิ่งไปคุยกับเมเนเจอร์เลยว่าไม่สะดวกมาทำงานตอนเช้าขอเปลี่ยนกะ แต่นางติดใจอะไรไม่รู้ ไม่ยอมดึงเราไว้กะเช้าอยู่นั่นอ่ะ นางเลยบอกเดี๋ยวให้คนไปรับ อุ๊ย! น้องถูกใจสิ่งนี้ค่ะ 5555 สรุปคนที่ไปรับเราเป็นเพื่อนที่จะทำงานกับเรากะนั้นค่ะ สบายไปเลย อิ้ๆ
- เริ่มการเดินทางกัน เย่!
เรามีเวลาเตรียมตัวเก็บกระเป๋าน้อยมากค่ะ เพราะสอบปลายภาคเสร็จก็บินไปเกาหลีก่อนเลย ได้ตั๋วฟรีมาต้องไปค่ะ! (เนี่ยๆ โลภมาก) เลยมีเวลาจัดกระเป๋า 2 วันก่อนเดินทาง รีบสุดไรสุด กว่าจะพร้อมนี่หัวฟูเลย สำหรับคำแนะนำนะคะ อย่าทำแบบเราค่ะ เหนื่อยมาก ทำใบขับขี่สากลไม่ทันด้วย เซ็งมาก ติดวันวิสาขบูชา อันนี้เด๋อเองลืมเช็ค จากนั้นก็ร่ำลาบุพการีที่มาส่งถึงสนามบิน เป็นเศร้าคิดถึงมากชัวร์
จากที่เมลล์คุยกับเมเนเจอร์ เรานัดเค้าคุยเรื่อง Contract กับ Schedule ของเราก่อนเริ่มงาน 2 วัน เราเลยนั่งบัสฟรีสีแดงไปเลยจ้า (Red line) พอคุยกันปุ๊บนางบอกขอให้เริ่มงานพรุ่งนี้เลย เราก็เออออห่อหมก รีบขนาดนี้คนขาดแน่ๆ 555 เช้ามา 9 โมงเริ่มงานวันแรก ไปถึงก็ไปรับชุดก่อนเลย ดีที่ชุดฟรีจ้า เอกสารเอเจ้นบอกเสียตังอุตส่าห์หิ้วมา จากนั้นเค้าให้เราเข้าเรียนในเว็บเกี่ยวกับวิธีทำอาหาร ทำความสะอาด อุปกรณ์ที่ใช้ ฯลฯ คือเยอะมาก แถมต้องทำ Test หลังเรียนด้วย แต่ได้ชั่วโมงงานด้วยระหว่างเรียน เกือบสบายนะแต่เราจดยิกๆเลย เมื่อยมือมากเว่อ กว่าจะเรียนครบก็เกือบๆ 3 ชั่วโมงได้ จากนั้นเค้าให้เราไปเปลี่ยนชุดแล้วเริ่มงานเลย แรกๆงงมากทั้งชื่ออุปกรณ์ ชื่อเมนู วิธีอ่านออร์เดอร์งงสุด เราถามทุกคนที่อยู่รอบข้างเลย ตอนนั้นคือไม่สนละว่าจะพูดถูกหรือผิด เอาแค่ทำแซนด์วิชไม่ผิดพอ เพราะผิดปุ๊บไม่มีแก้นะคะ โยนทิ้ง only ฮรืออ เสียดาย คิดถึงหน้าเด็กเอธิโอเปียขาดสารอาหารที่ดูในสารคดีเลย เครียดมาก ทำผิดอยู่ 2 - 3 วันก็เริ่มไม่ผิดแล้วค่ะ กลับบ้านไปท่องสูตรทุกวัน ฮ่าๆๆ แถมได้อานิสงส์รับชั่วโมงเพิ่มไปค่ะ ที่นี่ Paycheck ออกทุกวันศุกร์ เห็นเงินออกแล้วก็ดีใจค่ะ หายเหนื่อย ช่วงแรกที่เด็กไทยคนอื่นยังไม่มา เราสัมผัสได้ว่าเราฟัง - พูดภาษาอังกฤษได้ดีมากขึ้นค่ะ อาจจะเป็นเพราะ เจอปัญหามาตลอดทางกว่าจะมาถึง แถมต้องติดต่อทุกอย่างด้วยตัวเอง เนื่องจากหาข้อมูลไม่ได้ การสื่อสารกับคนรอบข้างเลยสำคัญที่สุด เราต้องพยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเอง รู้สึกโตและมีความรับผิดชอบมากขึ้นระดับนึงเลยค่ะ พอเพื่อนมาทีนี้ก็ไม่เหงาอีกเลยค่ะ แต่ก็ไม่มีพื้นที่ทางเดินในห้องนอนด้วยเช่นกัน แต่ละคนสัมภาระเยอะ บวกกับช้อปเก่งค่ะ รัฐนี้ซื้อของไม่เสียภาษี สั่งออนไลน์กระหน่ำเลยค่ะคุณกิตติ (ความพินาศใดๆล้วนสถิตอยู่ในห้องเรา) Back to work ค่ะ หลังจากเรา และเพื่อนๆทำงาานไปสักพักนึง เพื่อนเริ่มคุยถึงงานสอง เลยไปคุยกับเมเนเจอร์ คุยไปคุยมา ได้ทำงานเพิ่มเป็น 6 วัน/สัปดาห์ กันทุกคนเลยค่ะ สาแก่ใจอีช้อยนัก! ปกติจะได้ทำแค่ 5 วันค่ะ พอได้ทำ 6 นี่ OT กระจาย ไม่มีการหวงชั่วโมงโอทีใดๆทั้งสิ้น เริ่ดมาก ไม่ต้องถ่อไปหางานสองเลย สบายไปล้านแปด เพื่อนร่วมงานก็น่ารัก ใจดีทุกคน ช่วยเหลือสุดไรสุด ช่วยสอนงาน สอนภาษาด้วย คือดีย์
งานที่ Wendy's จะมี 3 Shift คือ Open, Mid Shift, Closing ส่วนใหญ่เราได้ทำ Open กับ Mid เพื่อนอีก 3 คนจะได้ทำ Mid กับ Closing แต่พอเพื่อนๆกลับกันหมด เราก็ได้ขยายเวลามาทำ Closing ด้วย คือจะตายทำ 3 Shift ใน 1 Week จากการที่เราทำมาครบ 3 กะ เราคิดว่า Open ง่ายสุด ไม่เหนื่อยแต่ง่วง ต้องเตรียมของใน Station ให้พร้อม เปิดอุปกรณ์ต่างๆในร้าน แล้วก็ทำสลัด แต่ล่าสุดเพื่อนที่นู้นเล่าให้ฟังว่าที่ร้านเพิ่งเปิดขาย Breakfast แปลว่า Open Shift ก็จะไม่ง่ายอีกต่อไป (เอ๊ะ ทำไมรู้สึกโชคดี 555)
ส่วน Mid Shift อันนี้ก็สบายๆ มาถึงคือเปิดร้านแล้วทุกอย่างพร้อมรอทำแซนด์วิชอย่างเดียว แต่ก็จะยุ่งๆหน่อยออร์เดอร์จะเยอะมาก ถ้าวันไหนแยก Station ของ Front กับ Drive-Thru ก็ง่ายเลยค่ะ ไม่ยุ่งมาก แต่วันไหนมี Station เดียวคือนรกค่ะ เหนื่อยมาก ห่อแซนด์วิชจนจะเป็นเทพนักห่ออยู่แล้วค่ะ พอคนหมดนี่แทบลงไปกองอยู่กับพื้น แต่พอว่างแล้วก็ไม่ควรอยู่เฉยค่ะ ขัดๆถูๆ Station ให้ขึ้นเงากันไปข้างนึง มันเป็นเหมือนกฎระเบียบค่ะจากที่เรียนมา พูดถึงเรื่องเรียน นอกจากเราแล้ว เพื่อนอีก 3 คนไม่ต้องเรียนค่ะ เป็นงง ตะไมเค้าต้องนั่งเรียนอยู่คนเดียวง่าาา
อ่ะต่อ Closing เหนื่อยสุดค่ะ สารภาพจากใจจริง ส่วนตัวได้ทำกะนี้แค่ 2 วันในอาทิตย์สุดท้าย ยอมใจเพื่อนที่ทำกะนี้เกือบทุกวันมาก ต้องล้างอุปกรณ์ทุกอย่าง ทำความสะอาดทั้งร้าน ขัดพื้น ขัดโต๊ะ ขัดส้วม (อันนี้เราไม่เคยทำค่ะ ตีมึนส่งเมเนเจอร์ไปขัดแทน 5555) ดูดฝุ่น โอ้ย เหมือนจะตาย นอกจากงานหลักเราก็รับไปเสิร์ฟที่ร้านโฮสต์บ้าง เวลาที่ร้านคนขาด ได้ทิปมาก็อิ่มอกอิ่มใจอยากจะเป็น Server ตลอดไปเลยค่ะ คือมันดีย์จีจีนะ แรกๆก็ยากนิดหน่อย หลังๆก็สบาย เหมือนได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆที่ต่างจากงานหลัก สนุกมากค่ะ แต่ที่ร้านโฮสต์ก็รับเด็ก Work เหมือนกันเลยไม่ได้ทำบ่อย อิ้ๆ
นี่บอสเราเอง เป็นคนที่ Cool มั่กๆ แรกๆจะเกร็งๆเวลาทำงานกับนางแต่ตอนหลังคือน่าร้ากก เอาใจปายยยย ฮรี่ๆๆ
เดี๋ยวมาต่อพาร์ทเที่ยวนะคะ พิมพ์เกินหมื่นแล้ว แงงงง ToT